วันอังคารที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2553

IT Learning Journal Report (December 14, 2010) # 6

E-Business and E-Commerce
                E-Business เป็นการนำระบบสารสนเทศมาใช้ในกระบวนการทำธุรกิจ ไม่เพียงแต่การซื้อขายเท่านั้น ครอบคลุมไปถึงการบริหารจัดการ แลกเปลี่ยนข้อมูล สารสนเทศในด้านต่างๆรหว่างกันด้วย เช่น CRM, Supply Chain Management ทำให้การดำเนินธุรกิจมีความสะดวกรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างธุรกิจที่ใช้ E-Business and E-Commerce เช่น
DELL
                เป็นตัวอย่างบริษัทที่ได้นำ E-business มาใช้ โดยมีการซื้อขาย Competer ทางเนต ได้พัฒนาเวปไซต์ Dell.com ให้ลูกค้าได้มีโอกาสเลือก Feature ของ Computer ได้ตามความต้องการโดยใช้ Internet เข้ามาช่วยในการขายของ ไม่เพียงแต่การขายของเท่านั้น Dell ยังใช้ IT ในการบริหารจัดการทางด้าน Supply Chain ทั้งระหว่าง Supplier และ Customer ด้วย ซึ่งสมัยที่ Dell เริ่มทำ บริษัทอื่นยังไม่ทำ ทำให้เป็นสิ่งที่เหนือกว่าคู่แข่งอีกด้วย

Ebay
เป็นเวปไซต์ที่เปิดให้มีการประมูล ซื้อ-ขาย สินค้า ซึ่งอาจมีการประมูลที่เหนือกว่าราคาที่มันควรจะเป็น อาจเกิดเนื่องมาจาก Information unsymmetrical ในปัจจุบัน Ebay ขายสินค้าแทบทุกอย่าง และไม่เพียงขายแบบลูกค้า-ลูกค้า บางธุรกิจก็เริ่มใช้ Ebay มาขายของแล้วอีกด้วย

Amazon
เริ่มมาจากการขายหนังสือก่อน ตอนนี้มี CD, DVD, E-book คอมพิวเตอร์ Amazon ใช้เทคนิค Longtail มาใช้ คือ คนประมาณ 10 เปอร์เซนต์จะซื้อหนังสือที่ขายดี พวก Best Seller สำหรับหนังสือที่คนอีก 90% ต้องการ เป็นหนังสือที่น่าสนใจหรือแปลกๆ ร้านไม่สามารถจัดเก็บไว้ได้ แต่ Amozon เมื่อใช้ Internet มาช่วยในการขายสินค้าทำให้สามารถรองรับความต้องการในส่วนนี้ได้

Click-&-mortar vs Brick-&-mortar organizations
Click-&-mortar คือบริษัทที่มีออนไลน์ด้วย และออฟไลน์แบบธุรกิจทั่วไปด้วย เช่น Bank, Travelocity คือ ขายตั๋วเครื่องบินออนไลน์
Brick-&-mortar เป็นพวกธุรกิจหน้าร้านธรรมดา ไม่มีออนไลน์

E-commerce in our company นำเอาระบบสารสนเทศมาใช้ช่วยในกระบวนการทางธุรกิจ เช่น
-    Affilate marketing  คือการทำการตลาดออนไลน์ เช่นการทำโฆษณา เอา bannerบริษัทมาวางไว้ตามหน้าเว็บต่าง ๆ
-    Bartering online ใช้เวปไซด์ในการแลกเปลี่ยนกัน เรียกว่า ยื่นหมูยื่นแมว เช่น http://www.craigslist.com/ เป็นเวปที่ให้มาลงข้อมูล หาข้อมูลได้ฟรี เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนของกัน
-    Group purchasing เป็นการซื้อของเป็นจำนวนมาก รวมคนซื้อหลายๆคนแล้วไปซื้อทีเดียว ทำให้มีกำลังการต่อรองมากขึ้น
-    E-business อื่นๆ เช่น พวก Social Network, Fackbook
-    Carnival เป็นพวกเรื่องการท่องเที่ยว เอาเรื่องการท่องเที่ยวมา Share ต่อ .
-    Application Programming Interface – Examples (API) การที่บริษัทแห่งหนึ่งผลิตโปรแกรมออกมา แล้วเปิดโอกาสให้อีกบริษัทสามารถพัฒนาซอฟต์แวร์ โปรแกรมต่างๆมาใช้งานร่วมกันได้ เช่น youtube, google-map, i-phone
-    Paypal คือ ระบบการจ่ายเงินออนไลน์ เราจ่ายเงินผ่าน paypal แล้ว paypal จ่ายให้คนที่เราซื้อของด้วย เพื่อเป็นการไม่ให้ข้อมูลบัตรเครดิตของเรา เช่น ในกรณีซื้อของจากบริษัทต่างประเทศ ที่ไม่น่าไว้วางใจ เป็นต้น

Benefit of E-commerce (ประโยชน์ของ E-commerce)
-    To organization เพิ่มรายได้ให้กับองค์กรได้มากขึ้น เช่น ขยายช่องทางการจัดจำหน่าย เช่นแต่เดิมขายแต่ในประเทศ พอมี E-commerce ก็ช่วยให้ขยายไปขายในต่างประเทศได้, ลดต้นทุนการดำเนินงานต่างๆ เช่น ต้นทุนเกี่ยวกับช่องทางการจัดจำหน่าย, ต้นทุนการสื่อสาร ฯลฯ
-    Customers เช่น ลูกค้าได้รับบริการที่รวดเร็ว ทางเลือกหลากหลายมากขึ้นในการซื้อสินค้า ซื้อสินค้าได้ในราคาที่ถูกลงเนื่องจากสามารถค้นหาราคาที่ถูกที่สุดได้
-    Society ทำให้คนได้เจอกันมากขึ้น, ลดโลกร้อนเช่นไม่ต้องเดินทางไปไหนทำธุรกรรม แค่ผ่านทางออนไลน์ก็พอ

Limitation of E-commerce (ข้อจำกัดของ E-commerce)
-    Technological Limitations เช่น เรื่องความปลอดภัยทางด้านเทคโนโลยี อาจเนื่องมาจากมาตรฐานทางด้านเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน
-    Non technological Limitations เช่น ความปลอดภัยของข้อมูลทางอินเตอร์เนต เช่น ข้อมูลบัตรเครดิต อาจถูกแฮกเกอร์มาทำการขโมยได้

social commerce
เป็นการทำการตลาดผ่านทางบุคคลใกล้ชิดของลูกค้า เช่น Facebook ทำให้มีการบอกต่อทางด้านสินค้าและบริการจากเพื่อนสู่เพื่อน เนื่องจากคนเรามักจะเชื่อถือข้อมูลที่ได้มาจากคนสนิทมากกว่าสื่อทางการตลาดอื่นๆ โดย Facebook มีการรวบรวมฐานข้อมูลที่ใหญ่มาก ทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่ต้องตระหนัก เช่น Microsoft, Google เป็นต้น โดย Facebook พยายามพัฒนาเป็น Search Engine และแหล่งชอปปิ้งต่อไปอีกด้วย

Electronic Catalogs มีการทำแคตตาล็อกออนไลน์ เช่น Jcpenney,onlinecatalog,williams-sonoma
E-Auctions พวกการประมูล เช่น uBid, ebay  ของไทยก้อมี เช่น ประมูล.คอม ไม่เพียงแต่ระหว่างผู้บริโภคกับผู้บริโภคเท่านั้น แต่บางบริษัทก็ใช้ด้วย เช่น dell มีคอมตกรุ่นก็เอามาประมูล หรือพวกของตกรุ่น หรือ overstock
Bartering & Negotiations เป็นพวกการแลกเปลี่ยน ยื่นหมูยื่นแมว ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งของชนิดเดียวกันExamples of B2B auctions เช่น พวกรัฐยึดของมาแล้วก้อมาขายทอดตลาด เช่น taradb2b.com
Electronic Storefronts เป็น Click-&-mortar คือ ธุรกิจทีมีหน้าร้านของตัวเองอยู่แล้ว แต่มีเว็บไซต์ออนไลน์ด้วย
E-malls เป็นเสมือนห้างเสมือนจริง ให้ร้านค้าต่างๆเอาของมาฝากขายได้ ตัวอย่างเช่น MSN shopping, Choice Mall, shopping-headquarter.com, weloveshopping.com
นอกจากนี้ยังมีธุรกิจอื่น ๆ ที่ใช้ E-business  เช่น
Online job market เว็บที่ช่วย match ระหว่างฐานข้อมูลคนจ้างและคนถูกจ้าง เป็นการหางานผ่านทางออนไลน์
Travel service ธุรกิจท่องเที่ยว เช่น Expedia,Travelocity โดยธุรกิจท่องเที่ยวใช้ e-business เยอะ ใช้ IT เยอะ เพราะ มีหลายสิ่งเข้ามาเกี่ยวข้อง supply chain มันเยอะมาก ได้แก่ ทั้งพาหนะโรงแรม สถานที่เที่ยว
Real estate online เช่น housevalues.com สามารถศึกษาบ้านทางออนไลน์ก่อน ก่อนจะตัดสินใจเดินทางไปดู

E-government
เป็นการทำพาณิชย์อิเลคทรอนิคส์ ไม่ได้ทำการค้าขายอย่างเดียว แต่มีระหว่างรัฐบาลกับประชาชนด้วย เช่น การจ่ายภาษีonline การประมูลทะเบียนรถ หรือเว็บไชต์ต่าง ๆ ในการประมูลงานของรัฐบาล

หลักการทำ E-Business E-business ทำได้หลายอย่าง
•   B2E
•   E2E
•   E-Collaborative เป็นการร่วมมือกัน
•   E-Government เช่น รัฐบาล provide service ให้กับหน่วยงานต่างๆ

Payment
การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างองค์กร อาจรวมไปถึงการจ่ายเงินผ่านทางออนไลน์ ได้แก่ EDI

Ethical & Legal Issues in E-Business
ดูว่าบริษัทที่เราจะทำการซื้อของมีความน่าเชื่อถือไหม โดยพยายามหาข้อมูลก่อนทำธุรกรรม พิจารณาว่าถ้าจ่ายบัตรเครดิตไปจะไม่ถูกโกง หรือ ขโมยข้อมูลบัตรเครดิต ระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยในทุกๆด้าน เป็นต้น

IT Hype Presentation
-    Cloud Computing
คือวิธีการประมวลผลที่อิงกับความต้องการของผู้ใช้ โดยผู้ใช้สามารถระบุความต้องการไปยังซอฟต์แวร์ของระบบ Cloud computing จากนั้นซอฟต์แวร์จะร้องขอให้ระบบจัดสรรทรัพยากรและบริการให้ตรงกับความต้อง การผู้ใช้ ทั้งนี้ระบบสามารถเพิ่มและลดจำนวนของทรัพยากร รวมถึงเสนอบริการให้พอเหมาะกับความต้องการของผู้ใช้ได้ตลอดเวลา โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องทราบเลยว่าการทำงานหรือเหตุการณ์เบื้องหลังเป็น เช่นไร ข้อดี เช่น ประหยัดต้นทุน คือ ลงทุนน้อยกว่าการสร้างระบบเอง, สามารถปรับเปลี่ยนรองรับขนาดความต้องการที่แท้จริงได้, องค์กรสามารถใช้สินทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อควรระวัง เช่น ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล (Privacy and security), ไม่มี platform ที่เป็นมาตรฐาน, ค่าน่าเชื่อถือของบริษัทที่เราจะใช้บริการ, Portability
-    Health Informatics
Health informatics คือ การนำข้อมูลที่เกี่ยวกับทางด้านสุขภาพมาผนวกกับเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อนำมาใช้ในการจัดการทรัพยากร, เครื่องใช้ต่างๆ และนำมาพัฒนาปรับปรุงวิธีการได้มา, การเก็บรักษาและการใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่เกี่ยวสุขภาพ ถูกนำไปพัฒนาใช้งานในหลายด้านไม่ว่าจะเป็น Nursing, Clinical care, Dentistry, Pharmacy, Public health หรือ (Bio)Medical research ช่วยให้การบริการด้านสาธารณสุขเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยลดความผิดพลาด เพิ่มคุณภาพการรักษาพยาบาล และสามารถวางแผนการใช้ทรัพยากรไม่ว่าจะเป็นทางด้านบุคคลหรืออุปกรณ์ได้เพียงพอต่อความต้องการ
-   Web 2.0
มีคุณลักษณะหลักๆ ดังนี้
1.  ให้บริการหรือสามารถใช้งานผ่านทาง "web browser" ได้ 
2.  ผู้ใช้งานที่เป็นเจ้าของข้อมูลบน "website" นั้น สามารถดำเนินการใดๆ ก็ได้กับข้อมูลนั้น  
3.  ให้ความสำคัญกับผู้เข้าชมเว็บไซต์ โดยที่ผู้เข้าชมเว็บไซต์จะมีส่วนร่วมต่อเว็บไซต์มากขึ้น ไม่ใช่แค่เข้ามาชเว็บไซต์ที่เจ้าของเว็บจัดทำขึ้นเท่านั้น เช่น Digg, Flickr, Youtube , Wiki 
4.  มีคุณสมบัติที่เรียกว่า RIA (Rich Internet Application) นั่นคือ มี user interface ที่ดียิ่งขึ้น
5.  มีการพัฒนาและการโต้ตอบระหว่างผู้ให้บริการ และผู้ใช้งาน แทนที่จากระบบเว็บแบบเก่า ที่เป็นลักษณะของการให้บริการอ่านอย่างเดียว
6.  มีความรวดเร็ว และความง่ายดายของการส่งข้อมูล แทนที่แบบเก่าที่ต้องจัดการผ่านเซิร์ฟเวอร์  
7.  มีคุณสมบัติที่เรียกว่า mash-up คือการนำฟังก์ชั่นการใช้งานจากเว็บหลายๆที่ๆมาผนวกเข้าด้วยกัน
Web 2.0 มีความแตกต่างจาก  Web 1.0  คือ
Web 1.0 นั้นการผลิตเนื้อหาต่างๆจะมาจากเจ้าของเว็บไซต์เท่านั้น ผู้เข้าชมเว็บไซต์จะไม่มีส่วนร่วมต่อเว็บไซต์ ไม่สามารถสื่อสารโต้ตอบกันได้อย่าง web 2.0
ตัวอย่าง Web 2.0
เช่น Youtube, Myspace, Facebook, Wikipedia  เป็นต้น

สุวารี เลิศลักษณะโสภณ เลขทะเบียน 5302110019

วันพุธที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2553

IT Learning Journal Report (December 7, 2010) # 5

Technology and Economic Trends and the Productivity Paradox
·       Moore’s Law
กล่าวว่า ความสามารถของ Computer Chip จะมีเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า (double) ทุกๆ 18-24 เดือนในขณะที่ต้นทุนยังเหมือนเดิม ส่งผลให้องค์กรมีโอกาสที่จะซื้อของที่ดีและราคาถูก โดย อัตราส่วน Price-to-performance จะลดลงแบบ exponentially กล่าวคือ เทคโนโลยีมาเร็วขึ้น มีการพัฒนาเร็วขึ้น ซึ่งส่งผลต่อ Productivity ที่มากขึ้น แต่อาจทำให้พนักงานตกงานได้ อย่างไรก็ตามก็สามารถแก้ปัญหาพนักงานตกงานได้โดยเอาพนักงานไปพัฒนาในด้านอื่นๆแทน (ด้านที่เทคโนโลยียังไปไม่ถึง)
·       Productivity Paradox
เป็นความขัดแย้งกันระหว่างการเพิ่มขึ้น (การพัฒนาขึ้น) ของเทคโนโลยี กับการเติบโตที่ช้าลงของ Productivity สาเหตุที่เกิด Productivity Paradox เช่น Productivity gains วัดผลได้ยาก ใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล หรือไม่แสดงผลให้เห็นได้อย่างชัดเจน, การลงทุนใน IT มีการปันงบประมาณ (Budget) มาจากส่วนงานอื่น ส่งผลให้ Productivity มันหักล้างกันเอง, การลงทุนใน IT บางอย่างต้องใช้ระยะเวลาในการคืนทุนค่อนข้างนาน การลงทุนใช้ Cost สูง เป็นต้น
·       Does Productivity Paradox still matter?
ผลกระทบจากการลงทุนทางด้าน IT มี 2 แบบ คือ 1. Direct impact เป็นผลกระทบโดยตรง เช่น ลดต้นทุน เพิ่มยอดขาย/กำไร 2. Second-order impact เป็นผลกระทบทางอ้อม เช่น MK share เพิ่มขึ้น, service ที่ให้แก่ลูกค้าเร็วขึ้น

Evaluating IT Investments: Needs, Benefits, Issues, and Traditional Methods
สำหรับการตัดสินใจที่จะลงทุนใน IT, IS จะต้องมีการประเมินก่อนการลงทุน ว่า IT นั้นมีความจำเป็นไหม? มีประโยชน์ไหม? โดยอาจการวิเคราะห์จาก Cost-Benefit (Traditional) ซึ่ง IT มีการลงทุนใน 1.Infrastructure 2. Application และเมื่อลงทุนแล้วก็ยังมีความจำเป็นที่ต้องประเมินผลอย่างสม่ำเสมอต่อไปอีกด้วย เพื่อดูว่าการใช้งาน IT นั้นเกิดประโยชน์ต่อองค์กรหรือไม่
อย่างไรก็ตามมีบาง Project ที่ไม่จำเป็นต้อง Justify ว่าจะลงทุนหรือไม่ ได้แก่
1.             Project ที่มีความจำเป็น เช่น เป็น Infrastructure, สิ่งที่กฎหมายกำหนด
2.             Project ที่มีราคาถูก ใช้เงินลงทุนน้อย
3.             Project ที่นายสั่ง
4.             Project ที่มีข้อมูลไม่เพียงพอ ทำให้ไม่สามารถ Justify ได้
·       The IT Justification Process
-           Lay an appropriate foundation for analysis, and then conduct your ROI.
-           Conduct a good research on metrics & validate them.
-           Justify, clarify, and document the costs and benefits assumptions.
-           Document and verify all figures used in the calculation and include risk analysis. มีการประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องด้วย
-            Is the project really bolstering the company’s competitive and strategic advantage?
-            Not to underestimate costs and overestimate benefits ไม่ควรประเมินต้นทุนต่ำเกินไปและประเมินประโยชน์สูงเกินไป
-            Commit all partners, including vendors and top management.
·       Difficulties in Measuring Productivity & Performance Gains (ความยากในการวัด)
-     Incorrectly defining what is measured คือ ไม่รู้ว่าจะวัดอะไรดี เช่น อาจมีผลกระทบมาจากหลายทาง ทั้งในส่วนของ Direct, Second-other ทำให้วัดได้ยาก โดยอาจแก้ไขโดยใช้ KPI และ BSC มาช่วยในการวัด
 -     Time lags อาจแก้ไขได้โดยวัดหลังจากติดตั้งระบบเสร็จแล้ว
 -    หาความสัมพันธ์ระหว่างการลงทุนใน IT กับ ผลการดำเนินงานขององค์กรได้ยาก
·       Intangible Benefits
ผลประโยชน์ที่จับต้องไม่ได้เป็นตัวเงิน ซึ่งปกติเป็นสิ่งที่วัดไม่ได้/วัดได้ยาก แต่เราต้องพยายามวัดให้ได้ เช่น การวัดความพึงพอใจของผู้ใช้ อาจวัดโดยใช้ชุดแบบสอบถามแล้ว Ranking Score, การวัดการสื่อสาร
ระหว่างพนักงานอาจวัดโดยใช้ E-mail มาวัดแทน เป็นต้น
Handling Intangible benefits แนวทางสำหรับการวัดผล Intangible Benefits
-     Rough estimates of monetary value for all intangible benefits ประเมินคร่าวๆ ถึง Value ของ Intangible benefits
-     Think broadly and softly  ดูว่ามีความเกี่ยวข้องกับ Strategic / Indicators ที่สำคัญขององค์กรไหม
-     Pay your freight first ดูผลประโยชน์ระยะสั้นก่อนว่าลงทุนแล้วจะได้อะไรมาแน่ๆ
-     Follow the unanticipated เปิดใจ/พยายามคิดว่าประโยชน์ของ Intangible มีอะไรบ้าง จากทุกทาง
·       Costing IT Investment แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ
1.             fixed costs ต้นทุนคงที่ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในปีแรก ทำให้ได้มาซึ่งระบบ IT เช่น ลงทุนค่า Infrastructure
2.             Transaction costs: เป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการติดต่อระหว่างกัน ได้แก่
-           Search ต้นทุนในการเลือกซื้อ/หาข้อมูล
-            Information ต้นทุนในการได้มาซึ่งข้อมูล
-            Negotiation
-            Decision ค่าใช้จ่ายในการตัดสินใจ เช่น อนุมัติการซื้อ/การขาย เป็นต้น
-             Monitoring ต้นทุนในการติดตามสินค้าที่ถูกขายออกไปแล้ว บริการหลังการขายสินค้า  เป็นต้น
·       Revenue Models generated by IT&Web
-     Sales
-     Transaction fees เช่น EBAY ได้รับค่าคอมมิชชั่น
-     Subscription fees
-     Advertising fees เช่น GOOGLE มีการประกาศโฆษณา
-      Affiliate fees เป็นการที่มี Banner มาแปะในหน้าเวป เมื่อคลิกจะ link ไปยังทื่น ซึ่งเป็นช่องทางการขายของผ่านทาง link
·       Cost & Benefit Analysis
เป็นการพิจารณาการลงทุนโดยคำนึงถึงต้นทุนที่เสียไป (Cost) และประโยชน์ที่จะได้รับ (Benefit) โดยจะลงทุนเมื่อ benefit มากกว่า cost มีขั้นตอนการวิเคราะห์ 2 ขั้น คือ 1. Identifying & estimating all cost and benefits (ระบุ/ประมาณต้นทุนและประโยชน์ทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง) 2. Expressing these costs and benefits in common units (วิเคราะห์ออกมาเป็นตัวเงิน) โดย Cost เช่น Development costs เช่น ค่าใช้จ่ายในการจ้างคนพัฒนาระบบ, Setup costs พวกค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง Hardware/Software ต่างๆ, Operational costs เช่น ค่าไฟ ค่ากระดาษ ส่วน Benefits ประกอบด้วย Direct benefits, Assessable indirect benefits and Intangible benefits
·       Intangibles in Economic Feasibility
ประโยชน์วัดไม่ได้เป็นตัวเงิน เช่น การเพิ่มระดับของการบริการที่ดีขึ้น,ความพึงพอใจของลูกค้า, Survival(เช่นธนาคารต้องมีตู้ ATM) และ ความจำเป็นในการพัฒนาความเชี่ยวชาญภายในองค์กร ส่วนต้นทุนวัดไม่ได้เป็นตัวเงิน เช่น Reduced employee morale, lost productivity, lost customers or sales
·       Cash Flow Forecasting  เป็นการคาดการณ์ future cash flows ทั้งในส่วนของ Cash outflow (จ่าย) และ Cash Inflow (รับ)
Cost-Benefit Evaluation Techniques:
1.             Net profit เป็นการพิจารณาแค่กำไรทั้งจำนวนตอนสิ้นสุดอายุโครงการเพียงก้อนเดียว มีข้อเสียคือ ไม่ได้สนใจเรื่อง TMV (Time Money Value), ไม่ได้สนใจว่าต้องลงทุนมาก/น้อย
2.             Payback Period เป็นการพิจารณาระยะเวลาคืนทุน ข้อเสียคือ ไม่ได้สนใจเลยว่า Net profit ของแต่ละโครงการเป็นเท่าไร
3.             Return on investment (ROI) เป็นการพิจารณาผลตอบแทนจากการลงทุน มีข้อเสียคือ ไม่ได้สนใจเรื่อง TMV
4.             Net present value(NPV) เป็นวิธีที่นิยมใช้มากที่สุด เป็นการคิดลดกระแสเงินด้วย Discount rate ซึ่งความยากของการใช้วิธีนี้คือ การเลือกตัว Discount rate ที่เหมาะสม เพราะ Discount rate ที่แตกต่างกัน ทำให้การตัดสินใจเปลี่ยนไป โดย Discount rateที่เหมาะสมอ้างอิงจากต้นทุนของเงินทุน ข้อเสียคือ การที่ฐานที่ใช้คิด NPV ต่างกัน ทำให้ไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้ เช่น โครงการเล็ก/ใหญ่
5.             Interest rate of return (IRR)  เป็นอัตราผลตอบแทนที่ทำให้ NPV=0 เป็นค่า % ซึ่งสามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ระหว่างโครงการ
สำหรับการเลือกใช้วิธีการใดการวัดผลต้องเลือกใช้โดยพิจารณาข้อดี-ข้อเสีย และความเหมาะสมสำหรับแต่ละกิจการ

Advanced Methods for Justifying IT Investment and Using IT Metrics
·       Business Case
เป็นการจัดทำเอกสารเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ มีข้อมูลในหลายๆด้าน หลายๆแง่มุม ทั้งในส่วนของ Qualitative และ Quantitative
·       TCO : Total cost of ownership
เป็นการเอา Cost ของทั้ง life cucle มาคำนวณ เพื่อเปรียบเทียบทางเลือกในการลงทุนใน IT
·       Benchmarks
วัดเชิง Objective คือ สามารถเปรียบเทียบกันได้ โดยเปรียบเทียบกับ averages for the industry  หรือ  most efficient performers in the industry
·       Balanced scorecard method
ไม่ได้มองแค่วัตถุประสงค์ทางด้านการเงินอย่างเดียว มองมุมอื่นๆด้วย ซึ่ง ประกอบด้วย 4 มุมมอง ได้แก่ Financial, Customer, Internal Process, Learning and Growth

Examples of IT Project Justification ได้แก่
·       E-Procurement Metrices
·       CRM
·       E-Training

Economic Aspects of IT and Web-Based Systems
E-commerce  เป็น web-based systems มีข้อสมมติฐานในการลงทุนว่าการลงทุนใน E-commerce เป็นไปตามเหตุผลเชิงกลยุทธ์ ไม่ใช่เป็นไปตามกระแส โดยเมื่อนำ E-commerce มาใช้จะทำให้ Cost ลดต่ำลง และมี Richness เพิ่มสูงขึ้น
·       Where costs of IT investment go? แบ่งเป็น
-          Overhead : ค่าใช้จ่ายเป็นของส่วนกลาง เป็นค่าใช้จ่าย Overhead
-          Chargeback : มีการ Charge ค่าใช้จ่ายไปยังผู้ใช้,แผนกที่ใช้ตามการใช้งานจริงซึ่งทำให้สามารถ
กำหนดนโยบาย/ควบคุมการใช้งานได้

Managerial Issues
            ประเด็นหลักๆของสิ่งที่ผู้บริหารต้องคำนึงถึง
-        Constant growth & change. การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็วในปัจจุบัน องค์กรต้องพร้อมรับมือ
-         Shift from tangible to intangible benefits. มีการมองทั้งในส่วนของ tangible และ intangible ควบคู่กัน ไม่มองแต่ tangible เหมือนสมัยก่อน
-          Not a sure thing. ไม่มีอะไรแน่นอน ถ้าอยากจะรู้ว่าระบบดีหรือไม่ดี ต้องมีการวัดผลเรื่อยๆ ตลอดๆ (หลังติดตั้งเสร็จด้วย)
-         Chargeback.
-         Risk. ต้องมีการวิเคราะห์ความเสี่ยง, ขนาด/โอกาสที่จะเกิดความเสี่ยงนั้นๆ
-         How to measure the value of IT investment? เลือกใช้เครื่องมือในการวัดผล IT investment  ทั้ง financial และ non-financial ตามที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น
-          Who should conduct a justification? คนที่ทำการ justify อาจเป็นหลายๆฝ่ายมาช่วยตัดสินใจ หรือตั้งเป็น committee ขึ้นมา เป็นต้น

สุวารี เลิศลักษณะโสภณ เลขทะเบียน 5302110019